ETHNOARCHAEOLOGY PROJECT IN PANG MAPHA DISTRICT, MAE HONG SON PROVINCE
 
 
การขุดค้นแหล่งโบราณคดีเพิงผาถ้ำลอด
 
 

ผลการวิจัยสามารถสรุปออกเป็น 3 หัวข้อหลัก คือ 1.คน สังคม และวัฒนธรรม 2.สภาพแวดล้อมโบราณ 3.ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับสภาพแวดล้อม

1. คน สังคม และวัฒนธรรม

การตั้งถิ่นฐานแรกเริ่ม: วัฒนธรรมสมัยไพลสโตซีนตอนปลาย (22,190-10,200 ปีมาแล้ว)
ข้อมูลการค้นพบใหม่คือแหล่งโบราณคดีเพิงผาถ้ำลอดที่มีอายุสมัยเก่ากว่าแหล่งโบราณคดีถ้ำผี ทำให้ร่องรอยของกิจกรรมโดยคนโบราณที่เก่าที่สุดในพื้นที่สูง อำเภอปางมะผ้าในขณะนี้ย้อนเก่าไปถึงอายุ 22,190 ปีมาแล้ว และมีหลักฐานที่ยืนยันว่าในสมัยไพลสโตซีนตอนปลายมีการกระจายตัวของกลุ่มคน ก่อนประวัติศาสตร์บริเวณ ลำน้ำของ ลำน้ำลาง และลำน้ำรางหลวง ระดับของสังคมน่าจะเป็นกลุ่มชน(band) ที่อยู่กันเป็นครอบครัว มีการใช้พื้นที่และ การตั้งถิ่นฐานมี 4 แบบคือ ที่พักอาศัยชั่วคราว ผู้คนสมัยนี้ใช้ เครื่องมือหินกะเทาะเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการดำรงชีพ นอกจากนี้ยังมีการทำเครื่องมือกระดูกและหอยด้วย สำหรับการดำรงชีพนั้น คนก่อนประวัติศาสตร์หาอาหารตามธรรมชาติที่หลากหลายชนิดตามลักษณะ สภาพแวดล้อมของพื้นที่ ทั้งป่าดงดิบเขา ป่าเต็งรัง และป่าเบญจพรรณ ยังไม่มี การเลี้ยงสัตว์หรือเพาะปลูก การล่าสัตว์มักจะล่าสัตว์ขนาดใหญ่-กลาง-เล็ก และจับสัตว์น้ำ สำหรับเรื่องความเชื่อนั้น พบว่ามีความเชื่อเกี่ยวกับความตายและประเพณีการฝังศพท่านอนงอตัว และมีการนำก้อนหินวางเหนือหลุมฝังศพ หลักฐานที่สำคัญคือโครงกระดูกจากแหล่งโบราณคดีเพิงผาถ้ำลอดอย่างน้อยที่สุด 2 โครงคือ โครงที่ 1 มีอายุประมาณ 13,000 ปีมาแล้ว โครงที่ 2 มีอายุหลัง ลงมาอีกประมาณ 1,000 ปีคือ 12,000 ปีมาแล้ว ลักษณะการฝังศพก็มีแตกต่างไปจากหลุมแรก คือเป็นการฝังศพในท่านอนหงายเหยียดยาว

วัฒนธรรมสมัยโฮโลซีนตอนต้น (9,720-7,660 ปีมาแล้ว)
สมัยโฮโลซีนตอนต้น มีร่องรอยของคนก่อนประวัติศาสตร์ทั้งพื้นที่อำเภอปางมะผ้า มีการเคลื่อนย้ายและอพยพภายในพื้นที่สูงตามลำน้ำต่างๆสำหรับคนที่เป็นตัวแทนของสมัยโฮโลซีนตอนต้น มีหลักฐานเพียง 1 โครง เป็นโครงกระดูกที่พบในแหล่งโบราณคดีเพิงผาบ้านไร่ เป็นเพศชาย น่าจะมี ความสูงประมาณ 160 เซนติเมตร และตายเมื่ออายุประมาณ 30-39 ปี อายุจะไม่ยืนตามมาตรฐานของคนปัจจุบัน โดยอาจมีโรคธาลาสซีเมีย (?) เป็นโรคประจำตัว เพราะชิ้นส่วนของกะโหลกนั้นมีความหนาผิดปกติ อย่างไรก็ดีมีข้อควรสังเกตเกี่ยวกับความหนาของกระโหลกศรีษะว่า อาจเป็นลักษณะเฉพาะทางกายภาพ ของมนุษย์สมัยโบราณ ระดับของสังคมน่าจะเป็นกลุ่มชนเช่นเดียวกับสมัยไพลสโตซีนตอนปลาย เครื่องมือเครื่องใช้ ส่วนใหญ่จะทำจากหินกรวดแม่น้ำ รูปแบบของเครื่องมือเทคโนโลยีในการผลิตเครื่องมือหินและชีวิตความเป็นอยู่ก็ยังคงเหมือนกับ วัฒนธรรมสมัย ไพลสโตซีนตอนปลาย

วัฒนธรรมสมัยโฮโลซีนตอนกลาง (5,360-2,995 ปีมาแล้ว)
ระดับของสังคมยังเหมือนกับวัฒนธรรมไพลสโตซีนตอนปลายและโฮโลซีนตอนต้น คือเป็นกลุ่มชนขนาดเล็ก ที่ยังคงหาอาหารตามธรรมชาติอยู่การเปลี่ยนแปลงที่เริ่มพบในสมัยนี้ที่โดดเด่นคือเทคโนโลยี พบเครื่องมือหินที่การลับคมที่ส่วนปลาย (Grinding stone) เครื่องมือหินขัด โกลนหินขัด และการทำ ภาชนะดินเผาเนื้อดิน ผิวเรียบและตกแต่งด้วยลายเชือกทาบ โบราณวัตถุเหล่านี้มักจะพบบนชั้นบนๆ เหนือชั้นวัฒนธรรมที่พบเครื่องมือหินกะเทาะจำนวนมาก การตั้งถิ่นฐานก็มีรูปแบบที่เหมือนกับวัฒนธรรมสมัยโฮโลซีนตอนกลาง คือใช้พื้นที่บริเวณ เพิงผา สันดอยและที่ราบริมน้ำอย่างต่อเนื่อง เช่นแหล่งโบราณคดี เพิงผาถ้ำลอด มีการเข้าไปพักอาศัยชั่วคราว มีกิจกรรมการซ่อมเครื่องมือหินขัด และแหล่งโบราณคดีสันดอยวนาหลวงก็พบร่องรอยการอยู่อาศัย เช่นพบ เครื่องมือหินขัด โกลนหินขัด เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบแหล่งผลิตเครื่องมือหินกะเทาะตามสันเขาต่างๆขณะนี้ยังไม่พบแหล่งที่อยู่อาศัยของชุมชนใน วัฒนธรรมโฮโลซีนตอนกลาง

วัฒนธรรมสมัยโฮโลซีนตอนปลาย
วัฒนธรรมโลงไม้ (2,200 ปีมาแล้วหรือ 57 ปีก่อนพ.ศ. ถึงพุทธศตวรรษที่ 14)
คนโบราณในวัฒนธรรมโลงไม้ เป็นคนมองโกลอยด์ที่ลักษณะไม่เหมือนคนเอเชียตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี แต่มีลักษณะค่อนข้างจะเหมือนกับคนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบัน ระดับของสังคมน่าจะเป็นสังคมชนเผ่า ที่มีความสัมพันธ์ฉันเครือญาติและอยู่ใน โคตรตระกูลเดียวกัน และมีช่างเฉพาะทางที่มีความรอบรู้ในเรื่องของไม้และมีฝีมือเชิงช่างในด้านการแกะสลักหัวโลงและทำโลงศพ
รูปแบบของการตั้งถิ่นฐานมีการใช้พื้นที่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างระบบนิเวศเช่นเดียวกับวัฒนธรรมก่อนหน้านี้ แต่เพิงผาและถ้ำถูกเปลี่ยนหน้าที่ใช้เป็นที่ฝังศพโดยเฉพาะถ้ำถูกเลือกที่ใช้เป็นฝังศพประจำตระกูลเป็นถ้ำที่อยู่บนเกือบยอดของหน้าผาหินปูน
ข้อสังเกตจากขนาดภาชนะดินเผาที่เป็นหลักฐานทางอ้อมที่อาจจะบอกว่าชุมชนวัฒนธรรมโลงไม้น่าจะมีการตั้งถิ่นฐานกึ่งถาวรคล้ายกับคนบนพื้นที่สูงที่ทำ เกษตรกรรมแบบเลื่อนลอย มีการเคลื่อนย้ายบางฤดูกาลที่อาจจะเกี่ยวเนื่องกับการทำไร่ หรือหาของป่า
ส่วนเรื่องของความเชื่อ ความเชื่อเกี่ยวกับความตายน่าจะเป็นเรื่องสำคัญในวัฒนธรรมโลงไม้ เพราะมีความพิถีพิถันในการเตรียมการปลงศพ นับตั้งแต่การการเตรียมตัดไม้ทำโลง การทำโลง การแกะสลักหัวโลง การเลือกที่ตั้งที่ยากลำบากโดยเฉพาะเป็นถ้ำบนหน้าผา ที่มีทัศนียภาพที่เห็นสภาพแวดล้อมกว้างไกลโดยรอบ และมีการวางของเซ่นที่น่าจะเป็นข้าวของเครื่องใช้ของผู้ตาย

วัฒนธรรมเนินดินรูปวงกลม (พุทธศตวรรษที่ 14-19)
ในประมาณพุทธศตวรรษที่ 14 ซึ่งเป็นช่วงวัฒนธรรมโลงไม้ตอนปลายมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการปลงศพที่แตกต่างและชัดเจนในบริเวณ อำเภอปางมะผ้า คือการฝังศพเนินดินรูปวงกลม ตามสันเขา และมีทัศนียภาพที่งดงามเห็นป่าไม้ ภูเขาโดยรอบ มีของที่ฝังร่วมเป็นเครื่องเคลือบจากเตาล้านนา และมีเครื่องมือเหล็กที่มักเป็นรูปแบบของอาวุธมากกว่าเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่นใบหอกยาว สันนิษฐานว่าเนินดินรูปวงกลมที่อำเภอปางมะผ้า น่าจะเป็นพัฒนาการที่สืบทอดมาจากวัฒนธรรมโลงไม้ เป็นการเปลี่ยนแปลงความเชื่อและพิธีกรรมการปลงศพสำหรับระดับของสังคมและเศรษฐกิจ การดำรงชีพนั้น ดร. ปีเตอร์ เกรฟ ได้เสนอข้อสันนิษฐานว่าชุมชนวัฒนธรรมเนินดินรูปวงกลมน่าจะเป็นชุมชนบนพื้นที่สูงระดับชนเผ่าอิสระ ซึ่งทำหน้าที่เป็น ผู้จัดหาของป่าเพื่อแลกเปลี่ยนเครื่องถ้วยกับชุมชนพื้นราบตั้งแต่ก่อนช่วงพุทธศตวรรษที่ 18-22 ซึ่งมีการค้าขายภายในแผ่นดินอย่างเข้มข้นและกว้างขวาง ระหว่างรัฐต่างๆ ในประเทศไทย พม่าและจีนตอนใต้ เพราะมีการพบหลักฐานเครื่องถ้วยที่ฝังร่วมกับเนินดินรูปวงกลมตลอดแนวพื้นที่สูงเทือกเขา ตะวันตกจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ไปถึงตาก กลุ่มคนที่อยู่บนเทือกเขาสูงเหล่านี้น่าจะมีความสัมพันธ์กัน ชุมชนบนพื้นที่สูงนี้น่าจะเป็นผู้ที่มี ความรู้และชำนาญ (Specialization) ในการหาทรัพยากรจากในป่าเป็นอย่างดี

วัฒนธรรมร่วมสมัยวัฒนธรรมล้านนา (พุทธศตวรรษที่ 21-22)
ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 21-22 เป็นช่วงสมัยล้านนา อำเภอปางมะผ้าน่าจะเป็นบริเวณที่มีความสำคัญในเรื่องฐานะที่เป็นพื้นที่ซึ่งอุดมสมบูรณ์ ไปด้วยทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ซึ่งเป็นที่ต้องการทั้งจากรัฐภายในประเทศไทยและนอกประเทศไทยเช่นพม่า จีน เป็นต้น ช่วงเวลาดังกล่าวมี การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่ชัดเจนคือ การเปลี่ยนแปลงความเชื่อจากการนับถือผี เป็นการนับถือพุทธศาสนา การตั้งถิ่นฐานมีการย้ายลงมาอยู่บริเวณ เนินดินที่ราบระหว่างหุบเขาที่มีน้ำไหลผ่าน เช่นแหล่งโบราณคดีเมืองแพม 1 และเมืองแพม 2 บริเวณที่ราบมีความเหมาะสมในการทำการเพาะปลูกข้าว และปลูกพืชผลประเภทต่างๆ มีการสิ่งก่อสร้างถาวรที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนา และหลักฐานอื่นๆ เช่นพระพุทธรูปสมัยล้านนา-เชียงแสน รูปแบบสิงห์ 2, ถ้วยชามสมัยราชวงศ์หมิง, เครื่องถ้วยที่ผลิตจากเตาในสมัยล้านนา เช่นเตาสันกำแพง เตาเวียงกาหลง เป็นต้น ชุมชนที่มีการสร้างศาสนสถานที่เป็นศูนย์กลาง กิจกรรมของชุมชน น่าจะเป็นชุมชนขนาดใหญ่ และการตั้งถิ่นฐานคงจะกระจายตัวตามเนินเขา สันเขา และที่ราบริมน้ำ โบราณสถานที่พบมักจะอยู่บริเวณ ที่ราบระหว่างหุบเขา ซึ่งในอำเภอปางมะผ้ามีพื้นที่ราบที่น้อยมาก ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่อาจจะมีการเคลื่อนย้ายของชุมชนบางส่วนออกไปยังพื้นที่ อำเภอขุนยวม ปาย และแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นบริเวณที่มีพื้นที่ราบมากกว่า

ทททททดังนั้น บริเวณพื้นที่สูงในอำเภอปางมะผ้า เป็นบริเวณที่มีความสำคัญต่อความเข้าใจประวัติศาสตร์ล้านนา เพราะมีร่องรอยของคนดั้งเดิม ที่อยู่อาศัยในบริเวณนี้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สองหมื่นกว่าปีมาแล้ว การอยู่อาศัยของคนนั้นกระจายตัวกันอยู่ทั่วไปในภายในอำเภอปางมะผ้า การขุดค้นเป็น หลักฐานสำคัญเกี่ยวกับดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในอำเภอปางมะผ้าและภาคเหนือ ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุลักษณะทางกายภาพว่าเป็นอย่างไร และมีความสัมพันธ์ ทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในอำเภอปางมะผ้าปัจจุบัน
ททททท
กล่าวโดยสรุป จะเห็นได้ว่าพื้นที่สูงในอำเภอปางมะผ้าไม่เคยถูกทิ้งร้างว่างเปล่า มีการตั้งถิ่นฐานของคนเป็นเวลาที่ยาวนาน มีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมที่ต่อเนื่อง ขณะนี้สามารถจะเห็นภาพของสายของวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมว่าแรกเริ่มเกิดในสมัยไพลสโตซีนตอนปลาย และเริ่มมัดเชื่อมโยง เป็นเกลียวเชือกหรือเกิดการผสมผสานของวัฒนธรรมที่หลากหลายประมาณสมัยโฮโลซีนตอนปลาย อย่างไรก็ดี ปมเชือกที่ยุ่งเหยิงนี้ยังต้องการ การสืบค้นต่อไป เพื่อแยกเส้นสายของวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมแต่ละเส้น ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจและอธิบายความหลากหลายของชาติพันธุ์และ วัฒนธรรมในพื้นที่สูงอำเภอปางมะผ้า และภาคเหนือปัจจุบัน ภาพรวมของพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมที่ประมวลมาในข้างต้น น่าจะช่วยเติมช่องว่างลำดับประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของภาคเหนือ และประวัติศาสตร์ล้านนาได้บ้างไม่มากก็น้อย

2. สภาพแวดล้อมโบราณ อ่านต่อ>>

3. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับสภาพแวดล้อม อ่านต่อ>>